Lamborghini Aventador LP750-4 จำนวนการผลิต 600 คันที่นิชคาร์ ตัวแทนจำหน่าย Lamboghini ในประเทศที่นำเข้ามาขายในไทยแค่ 5 คันนั้นหมดลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การเปิดรับจองโดยยังไม่ได้เห็นตัวเป็นๆ นี่คือ Aventador ที่มีความสุดขั้วด้านพลังและความงาม การผลิตในรูปแบบ Limited Edition จากผู้บริหารที่มากความสามารถของ Lamborghini ได้เล็งเห็นถึงเงินจำนวนมหาศาลและชื่อเสียงที่ดีงามในการสร้างความเป็นที่สุดของวงการรถแรง Aventador LP750-4 จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับตัวเลขที่แสดงออกถึงความเป็นที่สุดในหลายด้าน

จุดสำคัญของรถไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้อยู่ที่กำลังและน้ำหนักตัว LP750-4 มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบาลง 50 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ LP700-4 รุ่นมาตรฐาน ในด้านของกำลังที่ได้รับจากเครื่องไซส์ยักษ์แบบ V12 ก็ยังเพิ่มขึ้นมาอีก 50 แรงม้า จาก 700 แรงม้าในรุ่นมาตรฐานถูกอัพขึ้นเป็น 750 แรงม้าในรุ่นพิเศษ เจ้ากระทิงเถื่อน LP750-4 กับน้ำหนักตัวที่เบาลงนั้น เกิดจากการปรับวัสดุที่ใช้งานในส่วนที่มีความสำคัญ เช่น กันชนหน้า บานประตู ช่องรับอากาศและวิงหลังขนาดใหญ่ซึ่งมีการตัดทอนลดน้ำหนักส่วนเกินโดยใช้คาร์บอนไฟเบอร์เกรดสูงที่เบาและแข็งแรง ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้ได้เร็วมากยิ่งขึ้นก็คือความเป็นที่สุดของเครื่องยนต์แบบ V12 เครื่องยนต์ไซส์ยักษ์ที่ไม่มีระบบอัดอากาศและมีกระบอกสูบมากถึง 12 ตำแหน่งกำลังจะสาบสูญไปจากโลกใบนี้

ค่ามลพิษหรือการปล่อยของเสียเช่น Co2 ที่ปรับเปลี่ยนอย่างเข้มงวดทุกๆ 5-6 ปีในยุโรปทำให้เครื่อง V12 แบบหายใจเองหรือเครื่อง na ใน Avesntador กำลังจะพบกับทางตันเนื่องจากตัวมันเองมีค่ามลพิษที่ไม่ผ่านมาตรฐาน EURO ในอีกไม่นานนับต่อจากนี้ เครื่องโตความจุเยอะแบบไม่มีระบบอัดอากาศซึ่งตอบสนองได้อย่างสุดกึ๋นแต่กินเชื้อเพลิงและปล่อยมลพิษสูงกว่าเครื่องยนต์ขนาดเล็กกำลังจะพบกับจุดจบในอีกไม่นานนับต่อจากนี้ ฉะนั้น การได้ครอบครองกระทิง V12 ตัวสุดท้ายนั้นหมายถึงการได้เป็นเจ้าของจักรกลซุปเปอร์คาร์ที่จะกลายเป็นของหายากต่อไปในวันข้างหน้าสำหรับพวกคนรวยที่ชอบการสะสมรถยนต์ เนื่องจาก Lamborghini ไม่สามารถผลิตรถแบบนี้ออกมาได้อีกแล้วจากกฎหมายอันเข้มงวดในด้านการปล่อยมลพิษของรถยนต์ในยุโรป การควบคุมค่ามาตรฐานของการปล่อย Co2

Lamborghini Aventador LP 750-4 Superveloce ได้รับการปรับปรุงใหม่หมด แอร์โรพาร์ตทุกตำแหน่งถูกปรับตั้ง วิเคราะห์คำนวนทดสอบในอุโมงค์ลมก่อนจะประสบความสำเร็จในด้านแรงกดที่มีความสำคัญมากเมื่อต้องวิ่งในย่านความเร็วสูงแบบนั้น ประสิทธิภาพของแรงกดที่ส่วนท้ายเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้มันนิ่งขึ้นในย่านความเร็วสูงโดยสามารถเพิ่มดาวน์ฟอร์ซหรือแรงกดได้มากขึ้นอีก 150% เมื่อเทียบกับ Aventador รุ่นมาตรฐาน หางหลังขนาดใหญ่นอกจากเพิ่มมุมมองด้านความโหดหินแล้วยังเข้ามาช่วยให้รถมีการทรงตัวในย่านความเร็วสูงดีขึ้นมาก จากการขับทดสอบในช่วงพัฒนา ในย่านความเร็ว 321 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้า Superveloce จะมีแรงกดตัวถังมากถึง 150% เลยทีเดียว เสียงการทำงานของเครื่อง V12 ถูกปรับแต่งให้คงเอกลักษณ์ของเสียงเครื่องยนต์จากแบรนด์กระทิงเปลี่ยวเอาไว้อย่างเหนียวแน่นเพื่อสร้างความเร็วใจให้กับลูกค้าที่อยู่หลังพวงมาลัย  เครื่องยนต์วางกลางพร้อมชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบเบรกของ Aventador LP750-4 Superveloce เป็นจานดิสเบรกแบบคาร์บอนเซรามิก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 400 มิลลิเมตรที่ด้านหน้าพร้อมคาร์ลิปเปอร์ 6 พอต ส่วนเบรกหลังยัดจานดิสเบรกแบบคาร์บอนเซรามิก ขนาด 380 มิลลิเมตร พร้อมคาร์ลิปเปอร์แบบ 4 พอต กระทืบเบรกสุดติ่งจาก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงลงไปจนถึง 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้ระยะเบรกแค่ 30 เมตร

ระบบส่งกำลังหรือเกียร์ ถูกปรับให้ดีขึ้นโดยมีให้ทั้งความไวและความเสถียรกันแบบครบๆ อาการกระดอนหรือสะบัดเมื่อชิฟเกียร์ใน Aventador รุ่นปกติก็ได้รับการแก้ใข ใน Aventador LP750-4 Superveloce เมื่อคนขับกดแป้นเพื่อเปลี่ยนอัตราทด อาการสะบัดลดลงเนื่องจากเซ็นเซอร์ที่ใช้จับอาการของช่วงล่างซึ่งใช้โช้คแม่เหล็กไฟฟ้า พร้อมกับจับตำแหน่งการเปลี่ยนขึ้น-ลงของเกียร์ การใช้คันเร่งหรือเบรก โดยมีซอฟต์แวร์สุดบรรเจิดคอยควบคุมให้ช่วงล่างตอบสนองสอดคล้องไปกับการขับขี่ หากเลือกโหมด Strada ซึ่งเป็นโหมดปกติสำหรับการขับเคลื่อน ช่วงล่างไฟฟ้าจะทำการปรับระดับความแข็ง-อ่อนไปตามสภาพพื้นผิวถนนที่วิ่งผ่าน โดยภาพรวม ไฮเปอร์คาร์คันนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรให้มากเรื่องสำหรับการขับ LP750-4 Superveloce ขอเพียงมีเงิน (มากๆ) และต้องรีบทำการสั่งจอง เนื่องจากจำนวนการผลิตแค่ 600 คัน หลังจากการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ Superveloce เวอร์ชั่นล่าสุดก็ทำยอดขายไปแล้ว 500 คัน เหลืออีก 100 คันที่น่าจะหมดลงภายในเร็ววันนี้ ราคา 280,000 ปอนด์ รวมภาษีนำเข้าอีก 300% ทำให้ค่าตัวของวัวป่าตัวนี้ทะยานไปที่ 49 ล้านบาท

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/507665